iTopPlus716944433699

Naim Audio : Mu-so
Wireless Speaker


ถ้าคุณไม่ใช่คนที่สนใจการเล่นเครื่องเสียงเพื่อการฟังเพลงอย่างจริงจังมาก่อน ชื่อของ "เนม ออดิโอ" (Naim Audio) อาจจะไม่ใช่ชื่อที่คุณคุ้นหูมากนัก เพราะยี่ห้อนี้เขาไม่ใช่สินค้าเครื่องเสียงประเภท mass production ที่มีรุ่นใหม่ออกวางจำหน่ายทุกๆ 3-6 เดือน แต่พวกเขาวางตัวเป็นเครื่องเสียงระดับไฮคลาสที่มีบุคลิกเฉพาะตัวทั้งในแง่ของดีไซน์และน้ำเสียง แน่นอนว่าโดยมากมันหมายถึงบุคลิกในแง่บวก

พวกเขามีโทนอาร์มที่ทุกวันนี้ยังมีคนถามหาในตลาดมือสองในฐานะ rare item, มีแอมป์หน้าตาเรียบๆ ดำทมึนที่ดูดีมีรสนิยมไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน, มีเครื่องเล่นซีดีที่ออกแบบลิ้นชักใส่แผ่นได้เท่ที่สุดในโลก, มีระบบเสียงสั่งทำพิเศษติดตั้งในรถหรูยี่ห้อ Bentley

ล่าสุดพวกเขาเพิ่งมี “มูโซ” (Mu-so) ชุดเครื่องเสียงรวมชิ้นที่มาพร้อมกับสารพัดเทคโนโลยีดิจิตอลออดิโอตามสมัยนิยมและรูปร่างหน้าตาที่ดูคล้ายกับลำโพงประเภทซาวน์บาร์ คำถามที่ผุดขึ้นมาในใจของผมคือ มันยังคงความเป็น Naim ได้อยู่หรือไม่?
 

Naim Engineering
เท่าที่ผมทราบ Mu-so น่าจะเป็นเครื่องเสียงรุ่นแรกที่ Naim ไว้วางใจให้ประกอบที่โรงงานในประเทศจีน แต่ส่วนของงานออกแบบและวิศวกรรมนั้นยังคงได้รับการการันตีว่าเกิดขึ้นภายในโรงงานของ Naim ในประเทศอังกฤษ ที่จริงแล้วข้อมูลในส่วนนี้จะไม่ใช่สาระสำคัญอะไรเลยถ้าคุณมีโอกาสได้สัมผัสตัวจริงของมันเหมือนผม

ลักษณะภายนอกของ Mu-so แม้จะเป็นกล่องทรงสี่เหลี่ยมยาวๆ ธรรมดาแต่จากเนื้องานก็ดูออกไม่ยากว่าเป็นงานศิลป์ที่เอาใจใส่ในรายละเอียดแทบทุกกระเบียดนิ้ว ผิวสัมผัสภายนอกที่เป็นเนื้ออะลูมิเนียมอะโนไดซ์แท้ๆ นอกจากจะช่วยเพิ่มสง่าราศรีให้ตัวสินค้าแล้วยังมีผลในแง่ของการช่วยทำให้ตัวตู้ลำโพงจริงๆ ที่ถูกห่อหุ้มอยู่ภายในซึ่งทำจากวัสดุประเภทไม้นั้นมีความแข็งแกร่งมากขึ้น  การสั่นสะเทือนส่วนเกินใดๆ ที่อาจจะทำให้เสียงเกิดความผิดเพี้ยนฟังดูไม่เป็นธรรมชาติก็จะลดน้อยลง 

ด้านหลังเป็นแผงครีบระบายความร้อนอะลูมิเนียมขนาดใหญ่เต็มพื้นขึ้นรูปมาอย่างประณีตจากแท่งอะลูมิเนียมตัน นอกจากจะทำหน้าที่ระบายความร้อนให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ภายในเครื่องแล้ว ดูเหมือนว่ามันจะเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์เพื่อความสวยงามหรูหราด้วย เช่นเดียวกับฐานเครื่องที่เป็นแผ่นอะคริลิกใสแจ๋วที่มุมด้านซ้ายมีโลโก้ยี่ห้อปรากฏอยู่พร้อมกับไฟส่องสว่างสีขาวในขณะที่เครื่องทำงาน (ไฟนี้สามารถหรี่หรือปิดได้)

iTopPlus303273418970

อีกจุดหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตามากคือปุ่มหมุนขนาดใหญ่เต็มไม้เต็มมือที่อยู่ด้านบนตู้ลำโพงเยื้องมาทางด้านซ้ายมือ หน้าที่หลักของมันคือเป็นวอลุ่มเพิ่ม-ลดความดังเสียงที่ดูดีมีสไตล์น่าใช้ มันถูกออกแบบให้ราบเรียบไปกับผิวตู้ลำโพง อยู่ในเบ้าหลุมที่ออกแบบมาเข้ากันอย่างลงตัว แถมบริเวณในกลางของปุ่มหมุนที่เป็นพื้นที่สีดำๆ ยังทำหน้าที่เป็นจอแสดงผลสัญลักษณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานะการเปิด-ปิดเครื่อง, ระดับความดังเสียงหรืออินพุตที่เลือกฟัง และด้วยความที่เป็นจอแบบทัชสกรีนมันจึงควบรวมการทำหน้าที่เป็นปุ่มกดเพื่อควบคุมการเล่นเพลงได้ด้วย (play, pause, skip)

ทางด้านหน้าของเครื่องปิดเอาไว้ด้วยแผงหน้ากากดีไซน์โค้งนูนหุ้มผ้าสีดำโปร่งๆ เพื่อให้เสียงทะลุผ่านได้และถูกยึดเอาไว้ด้วยหมุดพลาสติกแบบเดียวกับหน้ากากลำโพงทั่วไป แผงหน้ากากนี้สามารถเลือกสีผ้าได้มากกว่าสีดำเพื่อให้เข้ากับการตกแต่งของห้องหรือสไตล์เฉพาะตัวของผู้ใช้ แต่มันเป็นออพชันที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม

iTopPlus909458471063

เมื่อถอดแผงหน้ากากนี้ออกจะพบกับยูนิตไดรเวอร์ทั้ง 6 ตัว สำหรับระบบเสียงสเตริโอซ้ายและขวาข้างละ 3 ตัว แยกไดรเวอร์เสียงทุ้ม กลางและแหลมอิสระจากกัน ทั้งหมดถูกออกแบบขึ้นเพื่อใช้ใน Mu-so โดยเฉพาะ ติดตั้งอยู่ภายในตัวตู้ระบบเบสรีเฟลกซ์ มีพอร์ตซ่อนอยู่ด้านล่างของตัวตู้ฝั่งซ้ายมือ ไดรเวอร์แต่ละตัวถูกขับด้วยภาคขยายเสียงระบบดิจิตอลแยกอิสระจากกันทั้ง 6 แชนเนล กำลังขับแชนเนลละ 75 วัตต์ รวมกำลังขับรวมทั้งหมด 450 วัตต์

นอกจากภาคขยายเสียงแล้วใน Mu-so ยังมี ดิจิตอลโปรเซสเซอร์ 32 บิต ที่ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์เฉพาะที่ทางวิศวกรของเนมบรรจงผนึกเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวเป็นเหมือนสมองส่วนกลางคอยทำหน้าที่ประมวลผลสัญญาณดิจิตอล ไม่ว่าจะเป็นการถอดรหัสสัญญาณเสียงที่รับเข้ามาจากอินพุตในทุกๆ ช่องทาง ตลอดจนการควบคุมสั่งงานฟังก์ชันต่างๆ ของเครื่อง

ทางเทคนิคแล้ว Mu-so คือลำโพงแอคทีฟที่มีแอมป์และภาคดิจิตอลโปรเซสเซอร์ในตัว ถูกออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อกับแหล่งสัญญาณภายนอกได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทาง Bluetooth (aptX), Ethernet (RJ45, WiFi), Optical Digital input, USB-A input และ Analog input (mini 3.5mm) มันจึงครอบคลุมการเชื่อมต่อทั้งแบบใช้สายและแบบไร้สาย รับสัญญาณอินพุตได้ทั้งดิจิตอลและอะนาล็อก 

ด้วยความหลากหลายในการเชื่อมต่อสัญญาณเช่นนี้จึงทำให้ Mu-so เป็นเครื่องเสียงรวมชิ้นขนาดย่อมที่มีคุณสมบัติและความสามารถเกินขนาดตัวไปมากเลยทีเดียว

Multi-Function Hi-Fi
นอกจากการเชื่อมต่อแบบไร้สายทางบลูทูธ แบบใช้สายทางช่องยูเอสบี ออพติคและ mini 3.5mm แล้ว ส่วนตัวผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้ Mu-so โดดเด่นกว่าลำโพงบลูทูธทั่วไปนั่นคือการเชื่อมต่อทางระบบ network จะเรียกว่าเป็นไฮไลต์ที่แท้จริงจนทำให้คุณสมบัติอื่นๆ ที่ว่ามาข้างต้นเป็นเพียงแค่ตัวประกอบไปเลยก็ว่าได้

การเชื่อมต่อทางระบบ network เปิดโอกาสให้การฟังเพลงกับ Mu-so เป็นอะไรที่เปิดกว้าง สะดวก และสมาร์ตกว่าลำโพงแบบชิ้นเดียวทั่วๆ ไป ว่าไปตั้งแต่ 'iRadio' การสตรีมเพลงอินเตอร์เน็ตเรดิโอ (มีช่องของ Naim เองด้วยครับ), 'Spotify Connect' การใช้บริการเพลงออนไลน์ชื่อดังอย่าง Spotify น่าเสียดายว่า Spotify ยังไม่มีให้บริการในประเทศไทย, 'AirPlay' การสตรีมแบบไร้สายโดยตรงจากอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ของ Apple และอีกหนึ่งช่องทางการเล่นเพลงซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ที่แท้จริงของ Mu-so นั่นคือ 'UPnP streaming'

iTopPlus229393955086

'UPnP streaming' หรือการสตรีมเพลงจากมิวสิกเซิฟเวอร์ใน Mu-so ถูกออกแบบให้รองรับการเล่นไฟล์เสียงดิจิตอลรายละเอียดสูง (high-res audio) ถึงระดับ 24bit/192kHz อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อในระบบมัลติรูม ดังนั้นมันจึงเป็นอะไรที่สะดวกมากถ้าหากคุณจะเพิ่มจุดฟังเพลงมากกว่า 1 จุด โดยใช้ Mu-so มากกว่า 1 ตัว เพื่อแชร์คอนเทนต์เพลงจากมิวสิกเซิฟเวอร์เดียวกัน การควบคุมสั่งงานสามารถทำได้โดยใช้รีโมตคอนโทรลอินฟราเรดที่ให้มาพร้อมกับตัวเครื่อง หรืออีกวิธีหนึ่งที่สะดวกและสามารถ (สมาร์ต) กว่ากันมากนั่นคือการควบคุมผ่านแอพฯ 'naim' โดยใช้ smart device (iOS, Android) เชื่อมต่อเข้ากับระบบ network ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนของการตั้งค่าต่างๆ ของเครื่องและควบคุมการเล่นเพลงจากอินพุตต่างๆ

iTopPlus1439873207402

การควบคุมผ่านแอพฯ ด้วย smart device มีส่วนที่รีโมตอินฟราเรดทำไม่ได้อยู่หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งชื่ออินพุต, การตั้งชื่อตัวเครื่อง, การเรียกดูสถานะต่างๆ ของตัวเครื่อง, การอัพเดตเฟิร์มแวร์ (ถ้ามี), การตั้งค่าใช้งานแต่ละอินพุตหรือค่า presets ของสถานีวิทยุอินเตอร์เน็ต ตลอดจนการตั้งค่าในส่วนที่เกี่ยวกับการปรับแต่งชดเชยเสียงโดยตรงอย่าง 'Loudness' เพื่อชดเชยเสียงเวลาเปิดฟังเบาๆ หรือ 'Room position' เพื่อชดเชยเสียงเวลาที่วางตัวเครื่องซึ่งทำหน้าที่เป็นตู้ลำโพงด้วยเอาไว้ใกล้กับผนังห้อง 

ดังนั้นเพื่อให้ได้ความสะดวกและประโยชน์สูงสุดจากการใช้งาน Mu-so ผมแนะนำให้เชื่อมต่อมันเข้ากับระบบ network และในฐานะที่ผมค่อนข้างคุ้นเคยอยู่กับระบบ network audio การเชื่อมต่อใช้งาน Mu-so จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างทำความเข้าใจคุ้นเคยได้เองไม่ยาก ยกเว้นเรื่องเดียวคือตอนที่ผมจะทดลองเชื่อมต่อมันด้วยสัญญาณ WiFi กับระบบ network ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการวิธีเฉพาะตัว แต่ว่าก็ได้คำอธิบายที่อยู่ในเวบไซต์ https://www.naimaudio.com/mu-so (หัวข้อ Mu-so Support Topics) ช่วยทำให้มันเป็นเรื่องง่าย อย่างไรก็ดีแต่ถ้าไม่ได้ติดขัดอะไรผมแนะนำให้ต่อแบบใช้สายทางอินพุตพอร์ต RJ45 จะมีความเสถียรที่ดีกว่าและจากประสบการณ์ผมว่ามันยังให้เสียงออกมาดีกว่าด้วยครับโดยเฉพาะเวลาเล่นไฟล์เพลงดิจิตอลรายละเอียดสูง (hi-res audio)

Mu-so a day stress away
การทดสอบ Naim Mu-so ของผมในคราวนี้ดูเหมือนไม่ได้จริงจังอะไรนักเนื่องจากผมใช้งานมันไปตามปกติเหมือนผู้ใช้คนหนึ่งที่ซื้อมันมาใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยองค์ประกอบของ Mu-so บอกได้เลยว่าส่วนตัวผมชอบดีไซน์แบบนี้ ขนาดของมันอาจจะไม่กะทัดรัดนักแต่ก็มีเหตุมีผลรองรับ ผมชอบเห็นมันเวลาทำงาน ไฟส่องสว่างที่โลโก้นี่เป็นอะไรที่ดูมีคลาสมาก เช่นเดียวกับปุ่มวอลุ่มขนาดใหญ่ที่ทำให้ผมนึกถึงวอลุ่มคอนโทรลแบบไร้สายของแอมป์ที่หรูหราทั้งหน้าตาและน้ำเสียงอย่าง Devialet 

ในระหว่างการใช้งานช่องอินพุตอะนาล็อกและอินพุตดิจิตอลแบบออพติคของ Mu-so ดูเหมือนจะเป็นส่วนเกินสำหรับผม เช่นเดียวกับอินพุตอินเตอร์เน็ตเรดิโอที่นอกจากจะต้องฟังไปตามมีตามเกิดเลือกเพลงฟังเองไม่ได้แล้ว มันยังดูเหมือนจะต้องการคุณภาพอินเตอร์เน็ตที่ดีมากๆ (เพื่อไม่ให้เสียงสะดุด) ขณะที่มันกลับให้เสียงที่มีคุณภาพสวนทางกัน เพราะสัญญาณต้นทางล้วนแล้วแต่เป็น lossy compression audio แม้แต่ช่องอินเตอร์เน็ตเรดิโอของ Naim เองซึ่งพยายามเพิ่มบิตเรตแล้วแต่ก็ยังเป็นเสียงแบบ lossy compression audio อยู่ดี เริ่มต้นก็แย่แล้วจะให้ปลายทางส่งมอบเสียงที่น่าฟังได้อย่างไรเล่า จริงไหมครับ

iTopPlus449865962260

ดังนั้นเพลงที่ผมฟังและใช้ตรวจทานคุณภาพเสียงของ Mu-so จึงเป็นคอนเทนต์เพลงคุณภาพดีที่เก็บไว้ในอุปกรณ์สมาร์ตหรือมิวสิกเซิฟเวอร์เป็นหลัก ซึ่งมีทั้งไฟล์ lossless audio (.flac) และ uncompressed audio (.wav) มีทั้งไฟล์ 16/44.1 ที่ริบจากแผ่นซีดีและไฟล์ hi-res audio

ถ้าฟังเสียงจากคอนเทนต์ที่อยู่ในไอแพดไอโฟนผมจะเลือกฟังกับ Mu-so แบบไร้สายผ่านทางระบบ AirPlay ซึ่งให้เสียงดีกว่าและมีความเสถียรของสัญญาณดีกว่าบลูทูธอย่างชัดเจน ในบางครั้งที่ไม่ได้ใช้งานไอแพดไอโฟนอยู่ใกล้ตัวหรือต้องการชาร์จแบตเตอรี่ผมก็เอามันไปเสียบฟังกับ Mu-so ทางช่อง USB ด้านข้างตัวเครื่องซึ่งก็พบว่าได้คุณภาพเสียงที่ดียิ่งขึ้นไปอีกโดยเฉพาะในแง่ของเนื้อเสียงและความคมชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้สาย Lightning ที่ตั้งใจทำมาเฉพาะสำหรับไฮไฟอย่าง Audioquest Carbon Lightning การใช้งานในลักษณะนี้ยังได้ประโยชน์จากการชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วยในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้นอินพุต USB นี้ยังออกแบบให้สามารถฟังเพลงจาก USB flash drive โดยตรงได้ด้วยครับ ถ้ามีเพลงที่ยังไม่ได้เก็บไว้ใน music server หรือใน smart devices แค่เอาใส่มาในแฟลชไดร์ฟก็มาเสียบฟังกับ Mu-so ได้เลย สะดวกมาก!

สำหรับเพลงที่อยู่ในมิวสิกเซิฟเวอร์เป็นอะไรที่ผมคิดว่าสะดวกมากสำหรับ Mu-so การสั่งงานผ่านแอพฯ ของ Naim โดยเฉพาะเมื่อใช้งานแอพฯ ในไอแพดที่มีหน้าจอใหญ่ๆ เป็นอะไรที่หรรษามากมันทำให้ผมมีโอกาสได้ฟังเพลงเยอะขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย มากกว่า 50% ของความเห็นในรีวิวนี้มาจากการฟังในโหมด UPnP Streaming ซึ่งให้คุณภาพเสียงน่าประทับใจมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะกับไฟล์เพลงดิจิตอลรายละเอียดสูง

เมื่อพูดถึงน้ำเสียงที่ได้จาก Mu-so ผมพบว่ามันมีลักษณะเด่นของเสียงที่ยังสามารถพูดได้เต็มปากว่า “คุ้มค่า” สำหรับเครื่องเสียงสำเร็จรูปชิ้นเดียวในระดับราคาเกินครึ่งแสนบาท ลักษณะเด่นในที่นี้อาจจะรวมหลายๆ องค์ประกอบเอาไว้ด้วยกัน แต่ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดคือในขณะที่เปิดฟังเบาๆ มันยังมีรายละเอียดของเสียงออกมาให้ได้ยินโดยเฉพาะเมื่อกดใช้งานฟังก์ชัน Loudness แต่นั่นก็ยังไม่น่าประทับใจเท่ากับตอนที่เปิดฟังในระดับเสียงปกติจนถึงค่อนข้างดังโดยไม่ใช้ฟังก์ชัน Loudness … ผมว่ามันไม่ได้เป็นรองซิสเตมแยกชิ้นขนาดย่อมที่นั่งฟังกันแบบใกล้ๆ (near-field) เลยครับเพียงแต่เวทีเสียงด้านกว้างมันจะมีข้อจำกัดบ้างเท่านั้นเอง ทำให้หลายครั้งผมต้องผละจากงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วขยับไปหาทำเลเหมาะๆ ตรงหน้าลำโพง ก่อนจะนั่งฟังมันอย่างตั้งใจเพื่อเสพเสียงดนตรีให้ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น

ความเป็นดนตรีในน้ำเสียงของ Mu-so จะเฉิดฉายโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อดนตรีเป็นอะคูสติกอย่างเช่น งานเพลงดูเอตชุด Meet Me in London เวอร์ชัน PCM  24bit/192kHz high resolution ของสังกัด Naim เอง หรืออีกตัวอย่างที่เป็นไฟล์ริบจากแผ่นซีดีผลงานเดี่ยวเปียโนของ Hyperion Knight ชุด Moussorgsky: Pictures at an Exhibition ของสังกัด Wilson Audiophile ในบางเพลงเครื่องเสียงชิ้นเดียวขนาดย่อมๆ ตัวนี้ทำเอาผมขนลุกขนชันไปกับเสียงเปียโนที่มันถ่ายทอดออกมา บางครั้งผมคิดว่าคำว่า “น่าทึ่ง” ก็อาจจะเบาบางเกินไปสำหรับการถ่ายทอดความรู้สึกจริงๆ ของผมออกมา


My Naim is Mu-so
ครั้งแรกที่เห็นตัวจริงของ Naim Mu-so ผมคิดว่ามันก็เป็นแค่ลำโพงตั้งโต๊ะ (desktop) แบรนด์เนมรุ่นหนึ่งที่มาพร้อมกับดีกรีของยี่ห้อเครื่องเสียงมีระดับ โอเคด้วยระดับราคามันก็น่าจะให้เสียงออกมาดีกว่าลำโพงตั้งโต๊ะทั่วๆ ไป แต่ไม่คิดเลยจริงๆ ว่ามันจะมีอะไรให้ผมพูดถึงมากมายเช่นนี้ ยิ่งเห็นดีไซน์แบบ simple luxury เรียบง่ายแต่หรูอย่างนี้แล้วใครจะนึกล่ะครับว่าทางเทคนิคแล้ว คุณสมบัติและความสามารถของมันเจ๋งกว่าเครื่องเสียงแยกชิ้นบางรุ่นเสียอีก

ที่สำคัญผมคิดว่าความทันสมัยและเทคโนโลยีต่างๆ ในตัว Mu-so มิใช่สิ่งที่ต้องเอาความเป็น Naim ไปแลกเพื่อให้ได้มาแต่อย่างใด มันยังคงสืบทอดความเป็น Naim ให้คงอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองโดยเฉพาะน้ำเสียงที่มีความเป็นธรรมชาติน่าฟังผิดแผกไปจากลำโพงในประเภทเดียวกันทั่วไป 

และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีไลฟ์สไตล์การฟังเพลงที่ก้าวทันโลกสมัยใหม่ Mu-so น่าจะเป็นเครื่องเสียงไฮไฟที่มีความเบ็ดเสร็จลงตัวและทำให้การเสพเสียงดนตรีในชีวิตประจำวันของคุณง่ายขึ้นอย่างมาก ผมเองก็รู้สึกอย่างนั้นครับ / มนตรี คงมหาพฤกษ์


App(reciated) Naim 

การเชื่อมต่อ Mu-so เข้ากับระบบ network นอกจากจะทำให้ผมได้ดื่มด่ำกับการฟังเพลงผ่านระบบ UPnP Streaming แบบสุดชิลในลำโพงตั้งโต๊ะรุ่นนี้แล้ว มันยังทำให้ผมได้ตื่นตาตื่นใจกับแอพฯ คอนโทรลของ Naim ที่ออกแบบได้สวยงาม ใช้งานง่าย มีความเสถียร แถมยังมีฟังก์ชันสุดสมาร์ตแอบซ่อนอยู่ด้วยครับ

ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงในโหมด UPnP Streaming หรือ USB input หรือโหมดอื่นๆ ที่สามารถแสดง metadata ที่อยู่ในเพลงได้ ถ้าในขณะนั้นคุณออนไลน์อินเตอร์เน็ตอยู่ให้ลองสังเกตสัญลักษณ์รูปปกแผ่นเล็กๆ ที่มุมล่างซ้ายใต้แถบแสดงเวลาการเล่นในหน้า 'Play queue' 


iTopPlus584582804705

iTopPlus1278867395037

iTopPlus792369958531

ผมลองกดเข้าไปที่สัญลักษณ์ดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นคือข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับอัลบั้มเพลงที่กำลังเปิดฟังอยู่จะมาปรากฎสู่สายตาโดยแสดงผลเลียนแบบ booklet ในแผ่นซีดีที่สามารถเปิดพลิกไปมาเป็นหน้าๆ ได้ โดยข้อมูลดังกล่าวนี้จะค้นมาจากฐานข้อมูลของ Rovi Corporation บริษัทผู้ให้บริการฐานข้อมูลสื่อมัลติมีเดียของอเมริกา

โอ้โฮ... อะเมซิงมากครับ เป็นแอพฯ คอนโทรลตัวแรกที่ผมพบว่าสามารถทำแบบนี้ได้ เป็นอะไรที่ดูดีมีรสนิยมมากครับ!

ขอบคุณรีวิวจาก นิตยสาร GM2000