iTopPlus142827133800

ทดสอบลำโพง
Whatmough Monitors : P33 Signature

โดย : Edgar Kramer / 6moons.com

iTopPlus297078417851

มีนาคม 2008


กุญแจสู่ความสำเร็จ

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผมได้รับอีเมลที่น่าสนใจจากคุณ Kee Whatmough ซึ่งเคยติดต่อกับ 6moons อย่างใกล้ชิดมาก่อน หัวหน้า Srajan ของเราได้รับอนุญาติให้อ้างถึง Kee ได้ในการรีวิวเพื่อเผยแพร่ออกไปสู่ตลาดอินเตอร์ฯ เพราะคุณ Kee เธอรู้ว่ารีวิวของ 6moons กับคอนเท็นต์ทั้งหมดจะถูกส่งออกไปสู่โลกกว้าง ไม่ใช่สำหรับผู้อ่านที่อาศัยอยู่ในประเทศเดียวกันเท่านั้น อ่า.. นี่แหละความงามของเวิร์ล-ไวด์-เว็บที่ช่วยประสานโลกทั้งโลกเข้าด้วยกัน ดึงโลกทั้งโลกมาที่บ้านของเรา มันก็ไม่นานเกินไปก่อนที่ผมจะเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ของ Whatmough Monitors ในสกอร์ ชานเมืองเมลเบิร์น เพื่อเข้าไปดูการทำงานของที่นั่น

ระบบค้าปลีกของ Whatmough น่าประทับใจมาก มีความเป็นมืออาชีพและมีการจัดระบบเครือข่ายของผู้จัดจำหน่ายและร้านค้าปลีกที่ดี ทำให้ผมคิดว่าไม่เพียงแต่บริษัทนี้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับอ๊อฟฟิศขนาดกลาง แต่ยังเป็นตัวแทนที่แสดงให้เห็นภาพของผู้ผลิตลำโพงที่มีคุณภาพในประเทศออสเตรเลียอีกด้วย ทำให้เห็นว่า เรามีลำโพงให้เลือกทุกระดับ ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานที่มีราคาถูกที่สุดไปจนถึงแบบที่ใหญ่โตหรูหราเพื่อความเป็นที่สุดของศิลปะวิศวกรรมเสียงนั่นเลย วิศวกรนักออกแบบลำโพงระดับท้องถิ่นของเราก็ไม่มีความกลัวที่จะเลือกใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการออกแบบลำโพงของเรามีใช้หมด ไม่ว่าจะเป็นไดเวอร์ริบบ้อนทำมือ (ตั้งแต่ 2 นิ้วถึง 6 ฟุต), ไดรเวอร์แบบไดนามิกทุกรูปแบบดีไซน์, การออกแบบตู้ที่แปลกใหม่, ไดรเวอร์ที่ให้ความถี่ได้กว้างมากๆ รวมถึงการออกแบบ passive และ active ทุกรูปแบบที่คุณรู้จัก Duntech เป็นผู้นำในการรุกเข้าไปในตลาดเอเชีย ซึ่งอาจจะน้อยไปหน่อยสำหรับตลาดยุโรปและอเมริกา ทำให้ชื่อเหล่านี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักเร็วนักจากผู้อ่านในต่างประเทศ แต่แบรนด์เหล่านี้คือบางส่วนของ บริษัทที่ทำให้ออสเตรเลียภาคภูมิใจ : Aaron, Ambience, Aslan Acoustics, Dan A Digital, Equinox, Krix, Legend Acoustics, Lenard Audio, Orpheus, Osborn, Richter Acoustics, Sonic Purity, Sonique Audio, VAF Research และ WAR Audio ทั้งหมดนี้ทำผลิตภัณฑ์ที่ดีเกินราคา และมีคุณภาพเทียบได้กับคุณภาพที่ดีที่สุดที่ผู้ผลิตอื่นๆ ในโลกนี้ทำกันออกมา

และถ้ารายชื่อเหล่านี้ยังไม่ยาวพอ (ขอโทษที่ผมละเว้นไม่ได้ให้คะแนนไว้ด้วย) นี่ก็เป็นอีกหนึ่งที่จะเพิ่มเข้าไปในรายชื่อเหล่านั้น ซึ่งเป็นตัวละครหลักของรีวิวนี้ นั่นคือ "Whatmough Monitors" Whatmough ได้เริ่มเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ตั้งแต่ต้นปี 1970 ภายใต้แนวทางการออกแบบของ Colin Whatmough ผู้ซึ่งลงแรงสร้างบริษัทอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนกลายเป็นหนึ่งในประเทศออสเตรเลียที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดในฐานะของผู้ผลิตลำโพงโฮมยูส โคลินลุ่มหลงในศิลปะการออกแบบลำโพงมาก เขาจำวันแรกที่เริ่มต้นในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ได้ ขณะที่เขาต้องคอยเฝ้าดูแลการอัพเดตคอมพิวเตอร์ขนาดตู้เย็นนานนับชั่วโมง (โคลินอธิบายว่า ถ้าเป็นตอนนี้ งานเดียวกันนี้จะใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น) เขาเฝ้าฝันถึงการออกแบบที่เกิดจากความหลงไหลของเขาซึ่งจะประจักษ์ออกมาอีกไม่นานนี้ และความสำเร็จที่เกิดจากแนวคิดผสานกับการทดลองของเขาได้นำไปสู่การเติบโตอย่างมากของบริษัท จากรุ่นเดียวนำไปสู่รุ่นอื่นๆ ที่ขยายกว้างขึ้นในปัจจุบัน

ในช่วงแรก โคลินทำการทดลองออกแบบด้วยทวีตเตอร์ริบบ้อนที่ทำด้วยมือของเขาเอง ทำงานร่วมกับไดเวอร์ไดนามิกคุณภาพสูงในตัวตู้ขนาดมหึมา ด้วยคุณภาพโดยธรรมชาติของการออกแบบและการพัฒนาวิศวกรรมของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง พิถีพิถัน ได้นำความสำเร็จมาให้ในกลุ่มของนักนิยมเครื่องเสียง และความสำเร็จครั้งแรกนี้ทำให้การพัฒนาดำเนินต่อไป รวมถึงการลงทุน แต่เป็นการขยายตัวอย่างช้า ๆ แบบอนุรักษ์นิยม การพัฒนาสายผลิตภัณฑ์ก็ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเช่นกัน บทความนี้จะนำพาคุณกลับไปช่วงกลางทศวรรษ 1980 เป็นช่วงเวลาที่เขาลุ่มหลงอยู่กับวงการออดิโอไฟล์ กับลำโพงวางหิ้งที่อวบอ้วน ประกอบตัวตู้อย่างปราณีตพร้อมปะผิวด้วยวีเนียร์สวยงาม มันคือลำโพงรุ่น 202 Leadline ซึ่งเป็นหนึ่งในลำโพงคู่แรกที่ใช้ไดเวอร์ไฟเบอร์กลาสสีเหลืองสดใสกับทวีตเตอร์ของ Focal ก่อนที่ไดเวอร์ตัวนี้จะได้รับความสำเร็จมีชื่อเสียงหลังจากถูกใช้ในลำโพงของWilson Audio รุ่น WATT/Puppy System 3 ลำโพงรุ่น 202 ของ Whatmough ตัวนี้เป็นลำโพงที่มีหน้ากว้าง สูง และลึก ใช้งานโดยวางบนขาตั้งที่ีใส่ตะกั่วซับเรโซแนนซ์ ด้วยการใช้ไดรเวอร์ที่ดีที่สุดในขณะนั้นทำให้ได้เสียงออกมาเต็ม เปิดเผย และมีพลังไม่ต่างจากลำโพงวางพื้นใดๆ 

โคลินระลึกย้อนกลับไปในอดีตเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวและประวัติบริษัท "ย้อนกลับไปในวันแรกที่ผมเริ่มสร้างระบบลำโพงที่เรียกว่า Mark II ขึ้นมา มันใช้ระบบ transmission line ขนาดใหญ่สำหรับเบส ตู้เสียงกลางเป็นแบบ open baffle และใช้ทวีตเตอร์ริบบ้อนที่เราสร้างขึ้นมาเอง นั่นคือเมื่อผมทำในเชิงพาณิชย์ ผมรู้สึกว่าลำโพงเหล่านี้มีดีพอที่จะพูดถึง เป็นลำโพงที่อยู่ในระดับ state-of-the-art ที่พอเอื้อมถึงสำหรับยุคนั้น มันทำให้ผมต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือนในการทำแต่ละคู่ และผมขายได้คู่ละ $ 2,500 ถ้าเทียบกับค่าเงินวันนี้ พวกมันจะมีราคาอยู่ราว 30,000 ถึง 40,000 เหรียญต่อคู่ และมันก็เป็นรุ่นเดียวที่ผมทำออกมาได้ 

"ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอลาออกจากงานและทุ่มเทให้กับมันเต็มเวลา ผมขายได้เดือนละคู่อยู่ประมาณ 18 เดือนติดต่อกัน ซึ่งถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว จนกระทั่งตลาดอิ่มตัว ทุกคู่ที่ผมขายถูกส่งไปถึงคนซื้อที่เป็นคนโสดโดยไม่มีใครผิดหวังเลย แต่พอพวกเขาแต่งงาน ลำโพงก็จะถูกปล่อยออกไปสู่ตลาดมือสอง เพราะว่ามันมีขนาดเท่ากับตู้เย็น - มันมโหฬารเกินไป"

"ในขั้นตอนที่ผมเรียนรู้ด้วยตัวเองกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผมไม่มีพื้นฐานทางเทคนิคในการสร้างลำโพงมาก่อน แต่ผมเป็นคนประเภทที่ ถ้ากระโดดเข้าไปยุ่งกับอะไรแล้วผมจะทุ่มเทจนถึงที่สุดโดยไม่มีอะไรมาหยุดผมได้ ในยุคนั้นยังไม่มีหลักสูตรการสร้างลำโพงออกมา ซึ่งจริงๆ แล้วก็พูดได้ว่าไม่เคยมีจนถึงในขณะนี้ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องของการเปิดรับหนังสือทั้งหมดที่ผมสามารถหาได้และทำการทดลอง บ่อยครั้งเมื่อผมไปชมการแสดงคอนเสิร์ต และหลังจากกลับมาถึงบ้านผมจะรีบจับหัวแร้งขึ้นมาพยายามทำให้ได้เสียงออกมาเหมือนกับที่ได้ยินในคอนเสิร์ตฮอลล์นั้น บางครั้งผมจะทำเช่นนี้สองหรือสามครั้งต่อสัปดาห์ ย้อนกลับไปในวันนั้น ผมไม่ได้ชอบดนตรีคลาสสิกมากนัก แต่มันก็เป็นเพียงเพลงประเภทเดียวที่ไม่มีการขยายด้วยแอมปลิฟาย ซึ่งนี่เป็นจุดอ้างอิงที่แท้จริงถ้าคุณกำลังพยายามที่จะออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียง ซึ่งน่าเสียดายสำหรับคอนเสิร์ตร็อค.. แต่ถ้าลำโพงของคุณไม่ได้ให้เสียงที่ดีกว่าเสียงในคอนเสิร์ตร็อคแล้ว แสดงว่าต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ถูกต้องแล้ว กับดนตรีคลาสสิกเราไม่มีวันที่จะทำได้เข้าใกล้สิ่งที่เป็นจริงนั้น เราทำได้แค่ 'ใช้กำหนดเป็นเป้าหมาย' ให้เข้าใกล้ความจริงนั้นเท่านั้น และผมก็ยังคงทำอย่างนั้นในทุกวันนี้ ผมยังคงใช้การแสดงคอนเสิร์ตคลาสสิกเป็นจุดอ้างอิงของผม"

โคลินเป็นผู้อยู่เบื้องหลังลำโพงทุกคู่ที่บริษัทสร้างขึ้นมา จากซีรี่ย์ Synergy ไปจนถึงซีรี่ย์ Signature ลำโพง Whatmough มักจะได้รับเชิดชูเกียรติเสมอ ตั้งแต่การออกแบบวงจรครอสโอเวอร์, การเลือกไดเวอร์, ปรัชญาในการออกแบบตัวตู้ ไปจนถึงวิศวกรรมในการออกแบบและการทดสอบด้วยวิธีทดลองฟังในขั้นสุดท้าย โคลินมุ่งมั่นที่จะออกแบบลำโพงที่แสดงคุณภาพของเสียงที่มีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็น เขาเชื่อว่าความถูกต้องของโทนเสียง (tonal accuracy) คือคุณภาพที่สำคัญที่สุดของลำโพง โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพอื่นๆ ถ้าลำโพงให้ tonal ที่ไม่ถูกต้อง ก็ยังคงถือว่ามีข้อบกพร่องตามมาตรฐานของโคลิน 

ไม่น่าแปลกใจเลย คุณสมบัตินั้นมีอยู่ใน Signature P33 ด้วย ลำโพงคู่นี้เป็นแชมป์เปี้ยนในแง่ของโทนัลบาลานซ์ ลองอ่านรีวิวต่อไปนี้ดูแล้วคุณจะค้นพบผลจากการทดสอบคุณสมบัติข้อนี้ของผม (ผู้เขียน Edgar Kramer)

สำหรับอนุกรม Signature นี้ รุ่น P33 ถูกจัดอยู่ในลำดับล่างสุดของซีรี่ย์ ตามด้วย 505 แล้วจึงมาเป็นรุ่นเรือธงคือ Paragon ซึ่งเป็นที่สุดทางวิศวกรรมที่โคลินทุ่มมันสมองทั้งหมดที่มีลงไปกับรุ่นนี้ มันถูกออกแบบมาเพื่อนักฟังเพลงและนักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์อย่างแท้จริง ผ่านการปรับจูนอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยโคลินเอง อย่างที่เขาอธิบายไว้ว่า เขาได้ใช้ความเข้มงวดในการออกแบบและปรับจูนเพื่อให้ได้ผลออกมาตรงตามปรัชญาของเขา นั่นคือ ".. ขยายช่วงความถี่ออกไป, ขยายความกว้างของเวทีเสียงออกไป, ทำโทนัลฯ ให้ถูกต้องเที่ยงตรง, ทรานเชี๊ยนต์ เรสป้อนซ์ต้องเร็วและแรง, มีความเชื่อมโยงและสอดประสานของความถี่ทั้งย่านเสียงที่ปราศจากช่องโหว่ รวมถึงได้ไทมิ่งและจังหวะดนตรีที่เที่ยงตรงซึ่งเหล่านี้คือคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมของลำโพงระดับไฮไฟเดลิตี้ทั้งหลาย...”

เสียงของแสงและสี

Whatmough P33 Signature เป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดค่อนข้างใหญ่ที่มีสัดส่วนกำลังสวย ดีไซน์สะอาดตา ภายนอกดูคล้ายส่วนผสมระหว่าง Sonus Faber รุ่น Amati กับซีรี่ย์ Compass ของ Usher ตัวตู้ที่ปรากฏต่อสายตานั้นสวยงามมาก รูปทรงคล้ายพิณ ส่วนบนของตัวตู้มีแผ่นไม้ที่กลึงให้มีส่วนเชิดหงายขึ้นปิดทับไว้ ผนังตู้ที่โค้งสอบไปด้านหลังช่วยลดคลื่นสั่นค้างที่มักจะเกิดภายในตัวตู้ลงได้มากและยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งอีกด้วย มันจึงมีเรโซแนนซ์ต่ำมาก น้อยกว่าตัวตู้ลำโพงทั่วไปที่มีลักษณะตรงขนานกัน ตัวตู้หลักตั้งอยู่บนฐานที่ยืดขยายออกไปจากส่วนล่างของตัวตู้ออกไป ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงในการวางมากขึ้น วีเนียร์ที่ปะผิวด้วยไม้ bubinga (เป็นประเภทของไม้ที่ทางบริษัทผู้ผลิตเลือกใช้) ทำสีธรรมชาติ ซึ่งผู้ซื้อต้องจ่ายเพิ่มอีก 1000 เหรียญออสเตรเลียสำหรับผิวไม้แบบนี้ แต่คุณก็สามารถสั่งเปลี่ยนให้ลงแล็คเกอร์ใสแบบที่ใช้เคลือบรถก็ได้  

P33 Sigs. เป็นลำโพงสามทาง/ตู้เปิดยิงอากาศออกทางด้านหน้า ใช้ไดรเวอร์ที่มีคุณภาพสูง เริ่มต้นที่ด้านบนของตัวตู้ เราพบไดเวอร์เบสแปลกๆ ขนาด 6.5 นิ้วที่ทำขึ้นมาพิเศษสำหรับ P33 โดย Peerless ใช้วัสดุผสม Nomex ที่พ่นทับหน้าด้วยไฟเบอร์กลาสทำเป็นไดอะแฟรม ตรึงตรงกลางด้วยเฟสปลั๊กพลาสติก ถัดลงมาด้านล่างเป็นทวีตเตอร์ของ Scanspeak รุ่น Revelatorที่มีวงแหวนเซอร์ราวนด์ ซึ่งเป็นทวีตเตอร์ที่โคลินชอบมากเพราะว่ามันให้เสียงที่สวยงามเทียบเคียงกับไดรเวอร์ริบบ้อนที่เขาทำเองโดยไม่มีปัญหาเรื่องมุมกระจายเสียงและปัญหาในการรับมือกับกำลังขับมากๆ ถัดไปซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันมากคือไดเวอร์เสียงกลางขนาด 4 นิ้ว ซึ่งใช้เส้นใยเซลลูโลสเป็นกรวย ทำโดย Vifa สุดท้าย และอยู่ชิดติดกับพื้นเป็นวูฟเฟอร์ขนาด 6.5 นิ้วของPeerless อีกตัวหนึ่ง ติดตั้งอยู่เหนือท่อระบายเบส

จุดตัดครอสโอเวอร์เริ่มที่ 400Hz และ 3.8kHz หมายความว่าตัวมิดเร้นจ์ของ Vifa ต้องครอบคลุมความถี่ที่กว้าง ทำให้ได้ย่านเสียงร้องส่วนใหญ่ออกมาสะอาดเพราะไม่มีความเพี้ยนของจุดตัดครอสโอเว่อร์เข้ามาเกี่ยวข้อง วงจรตัดแบ่งความถี่คุณภาพสูงมาก ใช้แคปาซิเตอร์ของ Hovland และใช้สายของ Cardas เชื่อมต่อจากแผงวงจรครอสโอเว่อร์มาที่ไดเวอร์ ให้ความถี่ตอบสนองที่ขยายกว้างตั้งแต่ 38Hz ถึง 40kHz +/-3dB และ P33 Sigs. ออกแบบอิมพีแดนซ์ไว้ที่ 4 โอห์ม ให้ความไวอยู่ที่ 88dB วัดด้วยระดับอินพุตที่ 2.83 โวลต์ (1 วัตต์ที่  8 โอห์ม) สัดส่วนตัวตู้เป็นมิตรกับห้องฟังมากเป็นพิเศษ อยู่ที่ สูง 1200 x กว้าง 260 x ลึก 430 มิลลิเมตร ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 45 กิโลกรัม แบบแน่นๆ Whatmough มีความเชื่ออย่างแรงเกี่ยวกับ tri-wiring หรือ tri-amp เลยให้ขั้วต่อสายลำโพงคุณภาพสูงของ Cardas มาถึง 3 ชุดโดยไม่มีจั๊มเปอร์ทองแดงมาให้ คำแนะนำของเขาที่ให้ไว้สำหรับคนที่ยังไม่มีสายลำโพง tri-wire ได้ในขณะนั้น (แต่คุณก็ต้องหามาใช้ให้ได้ในอนาคต) ให้ใช้วิธีจั๊มพ่วงระหว่างขั้วต่อด้วยสายลำโพงสั้นๆ ที่เป็นแบบเดียวกับสายลำโพงเส้นหลักที่คุณใช้เชื่อมต่อระหว่างแอมป์กับลำโพงนั่นแหละ

สำหรับคนที่มีงบจำกัด Whatmough มีเวอร์ชั่นที่ไม่ใช่ Signature นำเสนอด้วย โดยใช้ชื่อเรียกว่า P33 เฉยๆ โดยเปลี่ยนทวีตเตอร์วงแหวนของ Vifa ลงไปแทนของ Scanspeak ใช้แคปาซิเตอร์ของ Bennic แทน Hovland ในวงจรครอสโอเว่อร์เน็ทเวิร์ค และใช้สายไวริ่งแบบธรรมดาแทนสายของ Cardas ซึ่งเวอร์ชั่นนี้ให้บุคลิกกับคุณภาพเสียงที่ใกล้เคียงกับรุ่นซิกเนเจอร์มาก คู่ที่ได้รับมาทดสอบผ่านการเบอร์นฯ ที่โรงงานมาแล้วประมาณ 100 ชั่วโมงก่อนจัดส่งมา อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้รันอินมันต่อไปอีกประมาณ 50 ชั่วโมงก่อนจะเริ่มฟังเพื่อประเมินผลจริง อยากจะพูดว่า ทุกขณะที่กำลังเบิร์นฯ ลำโพงคู่นี้ ผมได้ยินความวิเศษมากๆ เผยออกมาจากลำโพงคู่นี้ ด้วยความมั่นใจอย่างมาก และเมื่อเริ่มต้นฟังอย่างเป็นระบบจริงๆ ผมก็ถูกตรึงด้วยความสวยงามของโทนัลที่เที่ยงตรง และใช่เลย.. นี่คือสิ่งที่ความสวยงามที่เกิดขึ้นต่อเนื่องไปกับความเที่ยงตรง เป็นปรากฏการณ์ที่ผมไม่ค่อยจะได้ยิน อย่างไรก็ตาม             

ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดเกี่ยวกับความถูกต้องของโทนเสียงก็คือเสียงร้องของมนุษย์ เสียงเปียโน และเสียงอะคูสติกกีต้าร์ รูปแบบของสัญญาณอิมแพ็คที่ก่อร่างขยายต่อเนื่องออกไปคือจุดอ้างอิงที่ฉายภาพให้เห็นถึงประสิทธิภาพทางด้านนี้ เสียงเปียโนของMartha Argerich ในงานของ Rachmaninoff เป็นตัวอย่างที่แสดงเห็นว่าเสียงเปียโนควรจะเป็นอย่างไร โครงสร้างเสียงของเครื่องดนตรี ที่ประกอบด้วยโน๊ตหลักกับฮาร์มอนิกที่ค่อยๆ ต่อทอดไปแสดงออกมาอย่างถูกต้องผ่าน P33 Sigs. บางคนอาจจะคิดว่านี่อาจจะเป็นเสียงที่อบอุ่น โรแมนติค เหมือนเอาทุกเสียงไปจุ่มในน้ำผึ้ง ซึ่งผิดเลย.. โคลินได้จัดสมดุลของเสียงด้วยความเชี่ยวชาญ ทำให้มันสามารถถ่ายทอดข้อมูลของเพลงที่ถูกบันทึกไว้ออกมาได้อย่างเที่ยงตรง โดยไม่มีอาการที่ "ความถี่บางย่านโด่งล้ำเหนือย่านอื่นๆ ขึ้นมา" ความถี่ทั้งหมดปรากฏเด่นชัดออกมาโดยไม่สูญเสียรายละเอียดไป ที่จริงแล้ว ทวีตเตอร์Scanspeak ที่ถูกใช้ในการออกแบบตัวนั้นถืออว่าเป็นจุดสำคัญเลยทีเดียว มันทำให้ข้อมูลเพลงที่อยู่ในย่านความถี่สูงตั้งแต่เสียงตีฉาบไปจนถึงเสียงเคาะเหล็กสามเหลี่ยมแสดงตัวออกมาได้อย่างละเอียดอ่อนมาก ปลายเสียงขยายไปได้ไกล มีลักษณะที่เหมือนจริง และมีความอ่อนหวานเจือปน

เสียงร้องของนักร้องชายและนักร้องหญิงตั้งแต่ Dianna Krall และ Janis Ian ไปจนถึง Chris Jones และ John Lee Hooker ถูกฉายออกมาในอากาศอย่างมีรูปทรงสมจริง มิดเร้นจ์ขนาด 4 นิ้วจัดการแปลงสัญญาณไฟฟ้าให้ออกมาเป็นเสียงปอด ลำคอ ลิ้น กระพุ้งแก้ม และปากออกมาได้ครบทั้งหมด P33 Sigs. ช่วยให้ผลขุดลึกลงไปในซีดีที่ผมเก็บสะสมไว้ ดึงเอารายละเอียดของเสียงร้องของแต่ละเจนเนอเรชั่นออกมาได้ทั้งหมด

เสียงกีต้าร์ที่ผมมักจะนำมาใช้อ้างอิงครั้งแล้วครั้งเล่าในรีวิวของผมเป็นเสียงก้ตาร์ที่บันทึกจับมาได้อย่างยอดเยี่ยมชื่อว่า Duetโดยสุดยอดมือกีต้าร์ชาวฝรั่งเศส Sylvain Luc กับ Bireli Lagrene และก็อีกเช่นเคย P33 Sigs. โชว์ความพิเศษเหล่านั้นออกมาให้เห็นเช่นเดียวกับเสียงเปียโน พูดถึงโทนัลบาลานซ์ของเสียงอะคูสติกกีต้าร์ที่สร้างขึ้นโดย P33 Sigs. ตัวนี้เป็นอะไรที่งดงามอย่างที่สุด สิ่งที่ Whatmough ขาดแคลนไปบ้างก็คือแรงปะทะของสัญญาณทรานเชี้ยนต์กับแมคโครไดนามิกที่ยังไม่เยี่ยมยอดเท่ากับ Wilson Audio เมื่อเปรียบเทียบกัน มัน (P33 Sigs.) สร้างเสียงทั้งหมดขึ้นมาด้วยการนำเสนอฮาร์มอนิกที่รุ่มรวยและแยกแยะเสียงสตริงออกมาให้เห็นเป็นเส้นสายที่ชัดเจนซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนกำลังฟังเสียงกีต้าร์อยู่ในห้องจริงๆ ความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดที่บอบบางซึ่งเป็นสิ่งเลอค่าที่หมายปองของเหล่าออดิโอไฟล์นั้น ยังส่งผลทำให้ได้ยินเสียงปลายนิ้วที่ดีดสายซึ่งเป็นรายละเอียดระดับไมโครไดนามิกหลุดลอยออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจนด้วย และนี่คือความเชื่อมโยงที่เยี่ยมยอดของลำโพงคู่นี้ที่ต้องขีดเส้นใต้เน้นเอาไว้: ความถี่ที่นำเสนอโดยมิดเร้นจ์ 4 นิ้วกับทวีตเตอร์วงแหวนมีความต่อเนื่องกันอย่างไร้ซึ่งรอยต่ออย่างสิ้นเชิง.!

จากอัลบั้มชุด Living In Clip ของ Ani diFranco สามารถจับเอาแอมเบี๊ยนต์ในฮอลออกมาได้มากมายจากเพลง "Amazing Grace" ระหว่างเสียงเบสกับเสียงแหลมเป็นตัวขยายให้เห็นถึงความสามารถของ P33 ที่ทำเอารู้สึกขนลุกขนชัน มันนำพาตัวผมเข้าไปนั่งอยู่ในเหตุการณ์ในเพลงนั้น เสียงร้องของ Ani ดูจะมีอาการหงุดหงิดเล็กน้อย ซึ่งอาจจะเกิดจากอาการเหนื่อยในการบันทึกเสียงครั้งนี้ P33 จัดการกับปัญหานั้นในลักษณะที่ไม่ทำให้มันโดดเด่นขึ้นมาโดยไม่ต้องเสียรายละเอียดของปลายเสียง sss ไปด้วย วงที่เล่นแบ็คอัพให้กับ Ani ขยายตัวออกไปเป็นเวทีเสียงที่แผ่กว้าง กลองและคิกดรัมฉีกตำแหน่งหลุดออกไปเกือบถึงประตูของเพื่อนบ้าน และตั้งแต่เราเริ่มโฟกัสไปที่เสียงกลอง และเบส เสียงคิกดรัมที่บันทึกมาคอยคุมจังหวะในขณะที่กีต้าร์เบสเริงร่าจนน่าขนลุก เบสกระชับและเต็มไปด้วยรายละเอียด กระแทกกระทั้น และแสดงตัวตนชัดเจน

ต้องการมากกว่านี้นะ Whatmough

ในเย็นวันเสาร์ที่มีมนต์ขลัง ภรรยาของผมและตัวผมเองใช้เวลา "หายไป" อย่างไม่รู้ตัวถึงหกชั่วโมงไปกับการฟังเพลงร็อคเก่าๆ มีจำนวนแค่เล็กน้อยที่อยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ ผมพบว่า ส่วนใหญ่ของเพลงร็อคเก่าๆ บันทึกเสียงมามีอาการบีบอั้นและให้โทนเสียงที่สว่างจ้า แต่กลับไม่ได้แสดงอาการแย่ขนาดนั้นเมื่อฟังด้วย P33 ลำโพงคู่นี้มีวิธีประหลาดในการจัดการกับงานบันทึกเสียงที่มีคุณภาพปานกลาง กล่าวคือสามารถสยบอาการหยาบแห้งลงได้โดยไม่ทำให้รายละเอียดแย่ลง และยังคงเก็บเอาความเร้าใจซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของดนตรีร็อคออกมาแสดงได้ เราพบว่าถูกมอมเมาจนเต็มที่ไปจนจบหกชั่วโมงโดยไม่มีอาการล้าหูแต่อย่างใด มีแต่ความมันและบันเทิงใจอย่างมาก เราถูกดึงให้ลึกลงไปกับอารมณ์ของเพลงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานของPinkFloyd ชุด The Great Gig in the Sky งานของ Steely Dan เพลง Josie, ของ Led Zeppelin เพลง Immigrant Song, ของ The Band เพลง The Night They Drove Old Dixie Down, ของ Billy Joel เพลง The Stranger, ของSupertramp เพลง Goodbye Stranger และของ the Beatles เพลง Come Together ฯลฯ ส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือWhatmough จับเรามัดเข้ากับอารมณ์ของเพลงอย่างลึกซึ้ง อุปกรณ์เครื่องเสียงไร้ซึ่งความเกี่ยวข้องใดๆ เหลือไว้แต่ดนตรีเท่านั้นที่ดึงดูดความสนใจของเรา

มัน (P33 Sigs.) ได้แสดงให้เห็นถึงข้อตำหนิใหญ่ๆ บ้างหรือไม่.? ต้องตอบว่า โน.. P33 Signature ทำงานออกมาได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก คุณต้องถามว่า P33 เป็นลำโพงที่สมบูรณ์แบบแล้วยัง.? พวกเขามีแนวทางของตัวเองและลงลึกไปกับมันเรื่อยๆ ไปไกลกว่าคู่แข่งหลายๆ รายที่ผมเคยได้ฟังมา และบอกเลยว่าผมเคยไปถึงจุดเดียวกันกับจุดที่พวกเขาแผ้วถางไว้ด้วยลำโพง (ยี่ห้ออื่น) ที่มีราคาสูงกว่านี้ห้าเท่า   

ในฐานะรีวิวเวอร์ที่ทำหน้าที่ทดสอบอุปกรณ์ งานของผมคือการตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียงในทุกย่านเสียงที่สำคัญ นั่นคือ เบส เสียงกลาง และคุณภาพของเสียงแหลม, รูปวงเวทีเสียง, อิมเมจตัวเสียง, โทนและฮาร์มอนิกคู่ควบ, ความเร็วของสัญญาณทรานเชี๊ยนต์, ความกว้างของความถี่ตอบสนอง รายละเอียด และไดนามิก ซึ่ง P33 Sigs. ทำออกมาได้ดีมากถึงมากที่สุดสำหรับคุณสมบัติต่างๆ ข้างต้นนั้น โดยเฉพาะในส่วนของ โทนเสียง และ 'ความเป็นดนตรี' มันทำได้โดดเด่นเหนือกว่าลำโพงคู่ใดๆ ที่ผมเคยฟังมา

โอเค.. ผมได้พูดไปเกือบทั้งหมดแล้ว ถ้ามีลำโพงที่ทำได้ดีกว่าที่ P33 Sigs. ทำได้มาเทียบ ถึงจะทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อด้อยเล็กๆ สอง-สามจุดออกมาได้เที่ยงตรงมากขึ้น และต้องวิเคราะห์ด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ไปบิดเบือนล้ำขอบเขตออกไป ผมพบว่า P33 มีเงื่อนงำนิดๆ ในการถ่ายทอดการสวิงไดนามิกที่รุนแรงมากๆ (macro dynamic) และความหนักหน่วงรุนแรงของอิมแพ็ค (transient attack) ซึ่งคุณสมบัติทั้งสองข้อนี้จะออกมาในลักษณะที่ยังไม่สุด เมื่อเทียบกับความเป็นที่สุดจริงๆ ตามความหมายในธรรมชาติจริง ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์นี้ก็เช่นเพลง Tin Pan Alley ของ Stevie Ray Vaughan ซึ่งทั้งเสียงกีต้าร์และเสียงรัวตีกลองให้พลังที่ปฏิเสธไม่ได้เมื่อฟังผ่าน P33 Sigs. แต่ก็ยังไม่ถึงกับระเบิดเถิดเทิง หรือให้อิมแพ็คที่เฉียบคมมากอย่างที่ผมเคยได้ยินจากชุดอ้างอิงของผมเอง เมื่อเทียบกัน พบว่า P33 จะให้เสียงที่สว่างโพลนขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งในคุณสมบัติเดียวกันและด้วยความดังพอๆ กัน ผมจะถูกทำให้นึกถึงลำโพงคู่อื่นที่เคยได้ยินซึ่งมีคุณสมบัติหลายอย่างที่เยี่ยมยอดพอกัน        

เป็นเวลานานมากแล้วที่ไม่มีลำโพงใด ๆ สร้างความประทับใจให้ผมได้มากขนาดนี้ ผมพบว่าเวลาของผมที่ใช้ทดสอบWhatmough P33 Signature คู่นี้คือความสุขอย่างแท้จริง พวกมันเล่นดนตรี ไม่ใช่แค่สร้างกระแสเสียงที่แปดเปื้อนด้วยการประนีประนอม และปล่อยเสียงที่ไม่ต่อเนื่องจากแหล่งต้นทางแย่ๆ เล็ดลอดออกมา ปล่อยให้ผู้ฟังต้องคอยตีความหรือถอดรหัสเอาเอง Whatmough P33 Signature เป็นผู้สร้างเสียงเพลงที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง โคลิน, คุณได้ค้นพบหลักธรรมของคุณเองแล้ว

นับถึงตอนนี้ ผมได้ทำการรีวิวมาได้ไม่กี่ปี ผมมีประสบการณ์ที่น่าเบื่อกับการเป็นออดิโอไฟล์และนำมาใช้ตัดสินอุปกรณ์ที่ผมทดสอบ มีเครื่องเสียงเพียงเล็กน้อยที่ผมให้รางวัล Blue Moon Awards จนบรรณาธิการของนิตยสาร Australian Hi-Fi ที่นับถือกันคือ Greg Borrowman ได้เคยพูดไว้ว่า "เอ็ดการ์ เครเมอไม่ประทับใจอะไรง่ายๆ หรอก" นั่นเพราะผมต้องรับผิดชอบต่อผู้อ่านและผู้บริโภค คือจะเทรางวัลดังกล่าวให้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงในระดับของมัน และแสดงให้เห็นว่ามีความคุ้มค่าที่โดดเด่นชัดเจนเท่านั้น และภายใต้คุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งนั้น ผมมีความรู้สึกตื่นเต้นที่จะกล่าวว่า บัดนี้ เวลาได้มาถึงแล้ว ผมมองเห็นพระจันทร์สีฟ้าโผล่ขึ้นมาแล้ว Whatmough Monitors มาถึงแล้ว... / Edgar Kramer


sixmoons.com's
BLUE MOON AWARD

ช่องทางการติตด่อสอบถามหรือสั่งซื้อสินค้า
- Tel 086-999-2474 เจีย
- Line : @encore45