iTopPlus244252164780

Focal : SOPRA No2
Three-Way Floorstanding Loudspeaker


ผมไปเห็นลำโพงคู่นี้เปิดตัวอยู่ในงาน High-End ที่ประเทศฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว เป็นลำโพงสามทางที่มีขนาดรูปทรงที่ไม่ใหญ่-ไม่เล็ก ผมว่าขนาดของมันกำลังดีกับห้องฟังที่มีสัดส่วนระหว่าง 4x6 ถึง 5x7 ตารางเมตร ดูจากหน้าตาก็ยังคงออกมาสไตล์ "หน้างอ-คอหัก" เป็นปลาทูสามเข่งร้อยอยู่เหมือนเดิม ซึ่งเป็นเทคนิคในการออกแบบที่หวังผลทางด้าน time alignment ตามสูตรของ Focal แต่ดั้งเดิมนั่นเอง


ที่มา-ที่ไป..

"SOPRA" เป็นชื่ออนุกรมใหม่ของ Focal ที่ออกมาแทรกอยู่ระหว่าง "UTOPIA III" ซึ่งเป็นซีรี่ย์ใหญ่สุดกับ "ELECTRA 1000 BE 2" รองลงมา ซึ่งเทียบชั้นแล้ว เท่ากับว่า SOPRA มาเป็นอันดับสองเป็นรองก็เฉพาะรุ่นท๊อป UTOPIA III เท่านั้นเอง

จนถึงวินาทีนี้ ตระกูล SOPRA มีลูกหลานอยู่แค่ 2 รุ่นคือ SOPRA No.1 ซึ่งเป็นลำโพงวางหิ้งสองทางขนาดกระทัดรัด กับรุ่นSOPRA No.2 ซึ่งเป็นลำโพงวางพื้นที่ผมกำลังทดสอบคู่นี้นี่เอง


3 เทคโนโลยี่ใหม่สำหรับ SOPRA

ถ้าเคยรู้จักแบรนด์ Focal มาบ้าง คุณคงรู้ดีว่า โฟคัลเป็นผู้ผลิตลำโพงที่มีอดีตมายาวนาน พวกเขามีประดิษฐกรรมเกี่ยวกับลำโพงจำนวนมากมาย Jacques Mahul ผู้ให้กำเนิดแบรนด์นี้ได้คิดค้นเทคนิคพิเศษในการผลิตไดเวอร์ที่ให้ประสิทธิภาพสูงมาตั้งแต่ปี 1979


Jacques Mahul

เทคนิคเหล่านั้นได้ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาตลอดและถูกใช้ในการผลิตไดเวอร์ที่ใช้ในลำโพงรุ่นต่อๆ มาอย่างต่อเนื่อง อย่างตัวไดเวอร์วูฟเฟอร์/มิดเร้นจ์ กับวูฟเฟอร์เบสที่ใช้ในรุ่น SOPRA No.2 คู่นี้ก็เป็นไดเวอร์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี่ที่พวกเขาเรียกว่า "W Composite Sandwich Cone" เป็นวูฟเฟอร์ที่ใช้กรวยโพลี่กราส (แผ่นโพลี่บางๆ ที่พ่นทับผิวหน้าด้วยผงแก้วป่นละเอียด) สองแผ่นประกบกันโดยมีแผ่นโฟมเหนียวบางๆ ฝังอยู่ในแกนกลาง ซึ่งพวกเขาพิสูจน์มาแล้วว่า ไดเวอร์ที่ใช้ไดอะแฟรมที่ผลิตด้วยเทคนิค W Composite Sandwich Cone ของพวกเขาให้เสียงกลางออกมาดีกว่าไดเวอร์ที่ใช้กรวยไดอะแฟรมที่ผลิตจากสารประเภท Aramid fibers หรือแม้แต่ไดอะแฟรมที่ผลิตจากผ้า Kevlar ก็สู้ไม่ได้


W Composite Sandwich Cone
 

ไดอะแฟรม W Composite Sandwich Cone ถูกใช้ในการผลิตลำโพงของ Focal ต่อเนื่องมาแล้วเกือบยี่สิบปี ในระหว่างนั้น การพัฒนาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพก็ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2008 ขณะกำลังออกแบบเพื่อผลิตลำโพงรุ่นUtopia III พวกเขาค้นพบข้อด้อยเล็กๆ บางอย่างที่เกิดขึ้นบนไดเวอร์มิดเร้นจ์-วูฟเฟอร์ นั่นคือความเพี้ยนเล็กๆ ที่เกิดขึ้นกับความถี่ในย่าน 1000-1500Hz ลักษณะของความเพี้ยนที่ว่าก็คือ เมื่อไดอะแฟรมขยับอย่างรวดเร็วเนื่องจากการกระตุ้นของสัญญาณทรานเชี๊ยนต์ พลังงานที่เกิดจากการขยับตัวของไดอะแฟรมจะถูกส่งผ่านไปถึงส่วนที่เป็นขอบยางยืดที่เชื่อมโยงระหว่างขอบของไดอะแฟรมกับเฟรมของไดเวอร์ เมื่อขอบยาง (surround) รับพลังงานนั้นมา ตัวขอบยางก็จะถูกกระตุ้นให้สร้างคลื่นพลังงานย้อนกลับไปที่ไดอะแฟรม ทำให้ไดอะแฟรมเกิดการกระเพื่อมตัว ไม่สามารถขยับตัวไปตามแรงกระตุ้นของสัญญาณที่รับมาจากวอยซ์คอยได้อย่างเต็มที่ ผลเสียทางเสียงที่เกิดจากปรากฏการณ์นี้คือทำให้เกิดปัญหา dynamic compress คือทรานเชี๊ยนต์ของไดนามิกของสัญญาณเสียงสวิงได้ไม่เต็มที่

ทีมวิศวกรของ Focal ร่วมกันคิดค้นวิธีแก้ปัญหานี้นานถึง 2 ปี จนพบวิธีแก้และได้ทำการจดทะเบียนไว้เมื่อประมาณกลางปี 2014 ที่ผ่านมา..

เทคนิคที่พวกเขาค้นพบนี้เรียกว่า tuned harmonic damper (หรือ TMD suspension) ซึ่งเป็นเทคนิคที่อาศัยพื้นฐานการปรับจูนมวลของวัตถุที่ทำปฏิกิริยากับระบบซัสเพนชั่นของวัตถุชิ้นนั้น เป็นที่มาของการเพิ่มเส้นนูน (circular rings) จำนวน 2 เส้นลงไปบนส่วนโค้งของขอบยางเซอร์ราวนด์ที่ยึดโยงขอบของไดอะแฟรมเข้ากับเฟรมของไดเวอร์ เมื่อขอบยางเกิดการสั่นไปตามแรงกระตุ้นของไดอะแฟรม เจ้าเส้นนูนสองเส้นนี้จะแกว่งสวนทางกับเรโซแนนซ์ที่เกิดขึ้นบนขอบยางเซอร์ราวนด์ ทำให้ช่วยลดพลังงานส่วนเกินบนขอบยางไม่ได้ส่งย้อนกลับไปที่ไดอะแฟรม ทำให้ไดอะแฟรมสามารถตอบสนองกับสัญญาณที่เป็นทรานเชี้ยนต์ได้ดีขึ้น ให้ความถี่ที่ราบเรียบมากขึ้นและลดความเพี้ยนของเสียงลงไปได้มากถึง 50% (เมื่อเทียบกับขอบยางแบบเดิม) โดยเฉพาะในย่านความถี่เสียงที่ไวต่อการรับรู้ของหูมนุษย์คือราวๆ 2000Hz มรรคผลที่เกิดกับคุณภาพเสียงก็คือทำให้ได้timbre หรือ harmonic structure ที่ถูกต้องมากขึ้น ทำให้ได้เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดที่เหมือนธรรมชาติมากขึ้น และเมื่อไดอะแฟรมสามารถเคลื่อนขยับตัวโดยปราศจากการรบกวนของเรโซแนนซ์ส่วนเกินที่มาจากขอบยาง ยังส่งผลให้ได้โฟกัสของเสียงที่ดีขึ้น และได้ซาวนด์สเตจที่เด่นชัดมากขึ้นไปพร้อมกันด้วย

TMD suspension คือเทคโนโลยี่ใหม่ตัวแรกที่นำมาใช้กับอนุกรม SOPRA ส่วนเทคโนโลยี่ที่สองมีชื่อว่า NIC มาจากคำเต็มๆ ว่า "Neutral Inductance Circuit" คือระบบแม่เหล็กแบบใหม่ที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาใช้กับวูฟเฟอร์และวูฟเฟอร์มิดเร้นจ์ที่ใช้ในลำโพงซีรี่ย์นี้ สำหรับโครงสร้างของระบบแม่เหล็กบนตัววูฟเฟอร์นั้น พวกเขาได้ทำการติดตั้งวงแหวนฟาราเดย์ขวางไว้ระหว่างแท่งแม่เหล็กกับวอยซ์คอย ซึ่งช่วยลดปัญหา eddy current ที่เกิดขึ้นกับวอยซ์คอยขณะเคลื่อนผ่านสนามแม่เหล็กในระบบมอเตอร์ของตัวไดเวอร์ลงไปได้มากถึง 70% ส่งผลให้ไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์สามารถเคลื่อนตัวเดินหน้า-ถอยหลังได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น ส่วนบนโครงสร้างของตัวมิดเร้นจ์ พวกเขาใช้วิธีติดตั้งวอยซ์คอยเข้ากับแม่เหล็กนีโอไดเมี่ยมรูปวงแหวนแบบไม่มีขั้ว* (Magnetic circuit without a pole piece) ซึ่งเป็นระบบแม่เหล็กที่ไม่เหนี่ยวนำให้เกิด eddy current บนตัววอยซ์คอย ส่งผลให้สนามแม่เหล็กของตัวมิดเร้นจ์มีความเสถียรสูงขึ้นไปจนถึงระดับ 5000Hz ครอบคลุมย่านเสียงกลางทั้งหมด

สุดท้ายเทคโนโลยี่ที่สามที่ถูกนำมาใช้ในการออกแบบลำโพงรุ่น SOPRA นี้มีชื่อเรียกว่า Infinite Horn Loader ย่อว่า IHLคือการสร้างพื้นที่ว่างด้านหลังของทวีตเตอร์ขึ้นมามีลักษณะเป็นฮอร์นโหลด เพื่อให้พลังงานคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นด้านหลังของทวีตเตอร์มีการสลายตัวไปอย่างนุ่มนวล ไม่ส่งผลกระทบกลับไปที่ไดอะแฟรมของทวีตเตอร์ (ซึ่งก็ยังคงใช้แบริเลี่ยมแบบอินเวิร์ตโดม) ทำให้สามารถลดความผิดเพี้ยนที่เกิดกับคลื่นเสียงในย่าน 1500-4000Hz ลงไปได้ถึง 30% ทำให้สอดรับกันอย่างสมบูรณ์แบบเมื่อจับคู่กับมิดเร้นจ์ที่ใช้ในรุ่นนี้

จะเห็นว่า เทคโนโลยี่ใหม่ทั้ง 3 ที่ทีมออกแบบรังสรรไว้ใน SOPRA No.2 นั้นต่างก็มุ่งประเด็นไปที่ไดเวอร์ทั้งหมด แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่พวกเขาทำ หลังจากผลิตและประกอบไดเวอร์ทั้งหมดเข้ากับตัวตู้แล้ว ทั้ง Gerard Chretien และทีมงานของเขายังได้ทำการ fine tune เสียงของ SOPRA No.2 ด้วยการฟังจริงอีกหลายเดือนก่อนจะผลิตออกขายจริง    

* เป็นเทคนิคที่วิศวกรของ Focal คิดค้นขึ้นมาและจดสิทธิบัตรไว้เมื่อปี 2009


ดีไซน์ตัวตู้กับภาพลักษณ์ภายนอก

ตู้ของลำโพงยี่ห้อ Focal เป็นอะไรที่เชื่อใจได้ มันทำมาจากไม้เอ็มดีเอฟที่หนาและแข็งแรงมาก บางจุดมีการประกบสองชั้น พร้อมกับมีการดามคาดโครงเพื่อเพิ่มความแน่นหนาภายในตู้เอาไว้ด้วย นั่นทำให้น้ำหนักของตัวลำโพงมีมากเกินกว่าที่คุณคะเนจากสายตา


handmade จากมือคนฝรั่งเศสจริงๆ


ลำโพงรุ่นใหญ่กับซับวูฟเฟอร์ในซีรี่ย์ Utopia ในโรงงานผลิตตู้ที่ฝรั่งเศส

นอกจากความแน่นหนาแล้ว การทำผิวที่รวมทั้งงานขัดและลงสีรวมถึงเคลือบผิวก็เป็นเนื้องานอีกส่วนหนึ่งที่เชื่อฝีมือคนฝรั่งเศสได้เหมือนกัน (ผมไปดูการทำตัวตู้ด้วยตาของตัวเองที่โรงงานของลำโพงยี่ห้อนี้มาแล้ว) ผิวนอกเงาวับ เนื้อสีเข้ม-หนาไม่ผิดกับงานพ่นสีรถยนต์ คู่ที่ผมได้รับมาทดสอบเป็นสีดำ ซึ่งจริงๆ แล้วเขามีให้เลือกถึง 5 สีคือ ดำ, ขาว, แดง, ส้ม และน้ำตาล ผมไม่แน่ใจว่าทางบริษัท 5dB ซึ่งเป็นตัวแทนในเมืองไทยนำเข้ามาทุกสีรึป่าว.? ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ลำโพงคู่นี้สามารถกระจายตัวออกสู่ผู้ใช้ได้กว้างขวางมากขึ้น


A : ตู้ส่วนที่บรรจุไดเวอร์มิดเร้นจ์
B : ตู้ส่วนที่บรรจุทวีตเตอร์
C : ตู้ส่วนที่บรรจุวูฟเฟอร์คู่
D : แผ่นฐาน
E : เดือยแหลมที่ตีเกลียวไว้หมุนปรับระดับความสูงได้ 

พื้นที่ภายในตัวตู้ของ Focal SOPRA No.2 ถูกแแบ่งออกเป็น 3 ส่วน มีแยกแชมเบอร์สำหรับมิดเร้นจ์ (บน) ทวีตเตอร์ (กลาง) และวูฟเฟอร์ (ล่าง) ออกจากกันเด็ดขาด ตัดโอกาสที่คลื่นเสียงที่แผ่ออกไปทางด้านหลังของไดเวอร์แต่ละตัวจะสามารถแทรกกวนซึ่งกันและกันลงไปได้อย่างสิ้นเชิง ตู้เบสทำงานในโหมดตู้เปิด (bass reflex) โดยติดตั้งท่อระบายอากาศยิงลงพื้นโดยมีแผ่นฐานเป็นตัวรองรับและกระจายพลังงานคลื่นความถี่ต่ำให้พุ่งออกมาทางด้านหน้าของตัวตู้

ขั้วต่อสายลำโพงมีมาให้สำหรับการเชื่อมต่อสายลำโพงแบบ single wire (คู่เดียว) ตัวขั้วต่อออกแบบเป็นพิเศษ ขันยึดง่ายและให้ความแน่นหนา ส่วนล่างสุดของตัวตู้ทั้งสองข้างมีแผ่นไม้ที่ทำเป็นฐานติดตั้งมาให้ พร้อมทั้งมีเดือยแหลมขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ทั้งสี่มุมของส่วนฐานนั้น ตัวเดือยแหลมทั้งสี่ตัวมีความยาวประมาณ 2 นิ้ว ตีเกลียวทั้งตัวเพื่อให้ใช้เป็นเครื่องมือในการปรับระดับของตัวลำโพงให้ตั้งฉากกับพื้น และปรับขนานกันระหว่างข้างซ้ายกับข้างขวา


*** 
แม็ทชิ่ง + ไฟน์จูน
เซ็ตอัพ
คุณภาพเสียง

อีก 3 หัวข้อจะตามมาในเร็ววันนี้..!

ที่มา : GM2000magazine.com